AAR28/53: เวลาเป็นตัวเยียวยาความรู้สึก

ปรียา  วิบูลย์พันธ์
โรงเรียนท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี
E-mail : dippy_green@hotmail.com
ครูที่ปรึกษายุววิจัยยางพาราสกว. ปี 2553

การทำโครงงาน ในบางครั้งก็เริ่มต้นด้วยความรัก  ความอยาก  แต่มีบางครั้งก็เริ่มด้วยการถูกบังคับ ซึ่งคงไม่ใช่มีเฉพาะนักเรียนหรอกน่ะค่ะ  หนูว่าบางครั้งแม้กระทั่งครูที่ปรึกษาโครงงานก็เริ่มต้นด้วยการถูกบังคับเช่นกัน  แต่เมื่อเรา (ครูที่ปรึกษากับนักเรียน) ใช้เวลากับการทำโครงงานมากขึ้น  เวลาเป็นตัวเปลี่ยนความรู้สึกที่ถูกบังคับให้กลายมาเป็นความอยากรู้  ว่าผลของโครงงานจะออกมาแบบไหน  จะได้ดังที่วางแผนไว้หรือไม่  ในที่สุดความอยากรู้ก็กลายมาเป็นความชอบและรัก ที่จะทำโครงงานมากขึ้น  ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเราให้วลากับโครงงานมากขึ้นนั่นเอง

เมื่อครูกับนักเรียนมีเวลาอยู่ร่วมกัน  ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น    ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น  เข้าใจกันมากขึ้น  ทำงานสะดวกขึ้น  นั่นคือ สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น กับ จากการทำโครงงาน

AAR27/53: ได้เรียนรู้การเป็นนักจัดกระบวนการสอนวิจัย

อิ่มใจ  จินดาพล
โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน จ.พังงา
imjai.jindapol@gmail.com
ครูที่ปรึกษายุววิจัยยางพาราสกว. ปี 2553

หากอยู่แต่นอกบ้าน คงไม่ทราบว่าในบ้านมีอะไรบ้าง   หากไม่ร่วมโครงการยุววิจัยยางพารา คงไม่ทราบความเคลื่อนไหวของโครงการ  หากไม่เมาข้าร่วมประชุม  ก็คงไม่ทราบว่า มีอะไรที่น่าดี ๆ ที่สนใจ  ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุม “ครูที่ปรึกษา : นักจัดกระบวนการสอนวิจัย”   เมื่อวันที่ 21-24 ตุลาคม  2553  ณ โรงแรมรัชดาซิตี้   เป็นครั้งแรกที่เห็นหัวข้อการประชุม  “นักจัดกระบวนการ”  ทำให้นึกถึงกลุ่มผู้นำการประท้วง ที่สามารถชักนำผู้คนจำนวนมากมายจากทั่วสารทิศ ให้มารวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง  เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กลุ่มตนต้องการ  นับเป็นความสามารถของผู้ที่มีศักยภาพความเป็นผู้(ชัก)นำสูง  

แต่เมื่ออ่านจนจบประโยค  “นักจัดกระบวนการสอนวิจัย”  คิด คิดดู  ครูก็คล้ายผู้นำ  แต่ไม่ใช่นำประท้วง  แต่ต้องชักนำนักเรียนมาร่วมทำวิจัย  เมื่อดูเป้าหมายของโครงการที่มุ่งให้ครูที่ปรึกษาเป็น “นักจัดกระบวนการสอนทำวิจัยผ่านการทำโครงงาน”  ก็รู้สึกดีใจที่ทางโครงการพยายามพัฒนาศักยภาพครูระดับมัธยมศึกษาในด้านการวิจัย  ซึ่งคิดว่าครูทุกคนที่เข้าโครงการ รวมทั้งผู้เขียนพยายามเรียนรู้ตามศักยภาพของตน ให้สมกับเจตนารมณ์ที่ดีของโครงการ

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้าร่วมประชุม   สุนทรียสนทนา  และการให้ความรู้ในเรื่องการเขียนบทความอย่างมีคุณภาพ  เป็นกลวิธีสำหรับการเป็นนักจัดกระบวนการสอนวิจัยในครั้งนี้  นับเป็นเรื่องยาก    ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน เพราะครูยังไม่ได้ทำให้เป็นปกติ   แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับชีวิตครูมาโดยตลอด  และตลอดชีวิตด้วย  โดยเฉพาะสุนทรียสนทนา (dialogue) ซึ่ง เป็นคำใหม่สำหรับผู้เขียน  ตอนแรกคิดว่าเพียงแต่นั่งพูดคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ    เมื่อได้เข้าร่วมประชุมแล้ว  พบว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ในครั้งแรกผิดไปมาก(ถูกส่วนน้อย)    ต้องบอกว่า ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ผู้เขียนพยายามนำทุกเรื่องที่เรียนรู้จากการประชุม (ทั้งค้นคว้าเพิ่มเติม จากการจุดประกายของโครงการ)  มาใช้ในการเรียนการสอน  พูดคุยกับเพื่อนครูในการประชุมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องสุนทรียสนทนา  แต่บางครั้งเมื่อนักเรียนไม่ทำงานตามที่ตกลงกันไว้มักจะเผลอ  จากสุนทรียเป็นดุ แล้วนะคะ 

ครั้นเมื่อเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานจึงพบกับบันได  5  ขั้น  “ต้องการความปลอดภัย, สร้าง ความไว้วางใจ,  ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดเป็นกัลยาณมิตร, เกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้, เปิดใจยอมรับและกระทำในสิ่งที่อยากทำ”      พร้อมแนวการประเมินผลการเรียนรู้แบบจิตตปัญญา  “ชีวิตต้องการการหล่อเลี้ยงดูแลแบบธรรมชาติ  มากกว่าการควบคุมสั่งการ ซึ่งมักมีแรงต้านเสมอ  เราอาจหล่อเลี้ยงในวาระของกันและกัน  ดูแลในสิ่งที่เป็นคนแต่ละคน  ด้วยความเมตตาต่อตนและผู้อื่น อันจะทำให้บรรลุจุดหมายการศึกษาเห็นการเปลี่ยนแปลง ภายในตน  และเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย”  นอกจากนี้แล้วทำให้นึกถึงคำคมที่ว่า  “เศษแก้วซิบาดคม  เศษอารมณ์ยิ่งบาดใจ” คิดว่าหากทุกคนปฎิบัติได้ จะทำให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้  (ผู้เขียนพยายามอยู่ )

 

AAR25/53: เป็นที่ปรึกษา…สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

อัญชลี ดวงขยาย
โรงเรียนภูซางวิทยาคม จ.พะเยา
unkame@hotmail.com
ครูที่ปรึกษายุววิจัยยางพาราสกว. ปี 2553

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโครงการยุววิจัยยางพาราจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ  ทำให้ทราบรายละเอียดของโครงการยว่า เน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นผู้คอยให้คำชี้แนะและร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียนนั่นเอง

ครูที่ปรึกษา เมื่อได้ยินคำนี้ เราคิดอย่างไร ?? ในความคิดของข้าพเจ้า คือ บุคคลที่รู้ทุกอย่าง มีข้อมูลเพรียบพร้อมถามอะไรก็ต้องตอบได้  และสามารถให้คำปรึกษาได้ทุก ๆ เรื่อง ให้ความช่วยเหลือนักเรียนได้ จนบางครั้งรู้สึกว่าอะไร ๆ ก็ต้องมาลงที่ครูที่ปรึกษา เพราะที่ผ่านมาเคยทำหน้าที่ครูที่ปรึกษาของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  เวลานักเรียนมีปัญหาในเรื่องการเรียน หรือพฤติกรรม คุณครูท่านอื่นก็จะต้องถามหาครูที่ปรึกษาคือใคร และจะต้องโยนปัญหามาให้ที่ครูที่ปรึกษาก่อนทุกครั้ง  ยังไงครูที่ปรึกษาก็ต้องรู้เรื่องก่อนคนอื่นเสมอ ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะบางเรื่องนักเรียนก็ไม่เข้ามาคุยกับครูที่ปรึกษา อันนี้น่าคิดมาก ? ว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงไม่คุยด้วย  โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว เรื่องความรัก เรื่องแฟน  บ่อยครั้งที่ครูที่ปรึกษาต้องหาข้อมูลเหล่านี้จากเพื่อนสนิทของนักเรียน  แต่ก็มีครูบางคนที่นักเรียนมักจะเล่าเรื่องความรัก หรือแฟนให้ฟัง โดยที่ไม่เล่าให้ครูที่ปรึกษาฟัง นั่นหมายถึงเรื่องบางเรื่องนักเรียนก็เลือกที่ขอคำปรึกษาจากครูที่ไว้ใจ  ซึ่งไม่ใช่ความหมายของครูที่ปรึกษา นั่นคือบทบาทของครูที่ปรึกษาประจำชั้น  ซึ่งต้องรู้ข้อมูลของนักเรียนทุก ๆ ด้าน เพื่อสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ตนเองรับผิดชอบ

บทบาทของครูที่ปรึกษาโครงการยุววิจัยยางพาราที่ดีควรทำอย่างไร ?

จุดเริ่มต้นของการเป็นครูที่ปรึกษายุววิจัยยางพาราของข้าพเจ้า เริ่มต้นจากการประชาสัมพันธ์รายละเอียดของโครงการ ให้นักเรียนที่เรียนในวิชาเคมีกับข้าพเจ้าได้รับรู้  ว่ามีโครงการลักษณะนี้อยู่ และเชิญชวนให้นักเรียนที่สนใจเขียนโครงการเสนอขอทุน ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่าน่าจะมีนักเรียนสนใจส่งประมาณ 1 – 2 โครงการ และต้องเป็นนักเรียนที่ชอบเรียนวิชาเคมี  เป็นนักเรียนที่อยู่ในชุมนุม  ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบ ( ข้าพเจ้าใช้คำว่าแฟนพันธุ์แท้เคมี ) ซึ่งก็เป็นดังสมมติฐานที่ตั้งไว้ ประกอบกับความสนิทสนมและเป็นกันเองกับนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย จึงทำให้นักเรียนเลือกเขียนโครงการและให้เราเป็นที่ปรึกษา

เมื่อมีนักเรียนที่สนใจแล้ว จากนั้นก็ให้นักเรียนศึกษาข้อมูล สภาพปัญหาจากการปลูกยางพาราในชุมชนของนักเรียนเอง  แล้วนำมาเสนอเพื่อขอให้คำแนะนำ และปรับปรุงโครงร่างการวิจัย  ซึ่งในตอนแรก นักเรียนก็เขียนมาตามความเข้าใจของนักเรียน การใช้ภาษาหรือถ้อยคำก็ยังมีขัด ๆ บ้าง ครูที่ปรึกษาก็ต้องช่วยปรับให้  จนในที่สุดก็ได้ข้อเสนอโครงการ ที่พร้อมนำเสนอ โดยได้ส่งไปขอทุน 2 โครงการ แต่ได้รับคัดเลือก 1 โครงการ  ส่วนอีกโครงการนักเรียนมีความพยายามที่จะทำ แต่นักเรียนต้องทำกิจกรรมหลายอย่าง เพราะนักเรียนเป็นคณะกรรมการสภานักเรียนด้วย จึงไม่แก้ไขข้อเสนอโครงการใหม่ ไม่ทัน  ครูที่ปรึกษาก็ให้คำปลอบใจและให้มาทำใหม่ในปีหน้า ถ้ายังสนใจโครงการนี้อยู่

สิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียนในการเริ่มเป็นที่ปรึกษายุววิจัยยางพารา คือ “เป็นจุดเปลี่ยนและเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการทำงาน”  นั่นคือ นักเรียนไว้วางใจให้เราเป็นที่ปรึกษา และพร้อมจะร่วมทำงาน ร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันกับครู  ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อครูมี“ ใจ ” ให้กับนักเรียน  นักเรียนก็ให้      “ ใจ ” กับครู  การทำงานทุกอย่างร่วมกันก็จะประสบผลสำเร็จด้วยดี

 

AAR24/53: เรียนรู้การวิจัยอีกแบบที่ไม่ใช่การวิจัยในชั้นเรียน

เจษฎา นาจันทอง
โรงเรียนท่าคันโทวิทยา
E-mail: jesda33@yahoo.com
ครูที่ปรึกษายุววิจัยยางพาราสกว. ปี 2553

หลังจากที่ได้ร่วมโครงการครุวิจัยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2553 ผมได้รู้จักกับการวิจัยอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การวิจัยในชั้นเรียนอย่างเคยรู้จัก  ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนไม่เพียงพอทำให้เราได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างของการวิจัยแบบนี้  อยากเรียนรู้ให้มากขึ้นเพื่อจะมีแนวทาง ในการนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอน 

เมื่อโครงการยุววิจัยยางพาราประกาศรับข้อเสนอโครงการ  ผมเห็นเป็นโอกาสดีสำหรับการมีเวทีวิจัย  จึงประชาสัมพันธ์ให้กับนักเรียนทราบ  ปรากฏว่ามีนักเรียนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  มีการรวมกลุ่มกันศึกษาโครงการ ที่ผ่านการพิจารณาในปีก่อน ๆ  ตั้งวงพูดคุย  และสืบค้นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังเลิกเรียน สรุปมีนักเรียนที่พร้อมเขียนขอทุน 3 กลุ่ม  จึงลงไปช่วยนักเรียนเขียนข้อเสนอโครงการ  ช่วยกันปรับแก้  แล้วก็ส่งขอทุน  ผลปรากฏว่า ทั้ง 3 โครงการที่เขียนผ่านการพิจารณา และได้รับทุนยุววิจัยยางพาราปีนี้ 2553  ซึ่งจริง ๆ แล้วผมหวังไว้เพียงโครงการเดียว ส่วนอีก 2 โครงการ  เผื่อพลาด  ในตอนนั้นผมคิดว่า 3 โครงการทำไม่ไหวแน่ เพราะยังใหม่ทั้งครูและนักเรียน ผมตัดสินใจว่าจะสละสิทธิ์ 2 โครงการ แต่ก็ลำบากใจในการจะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจ

เช้าวันต่อมา หลังจากที่นักเรียนทำพิธีหน้าเสาธงเสร็จแล้ว ก็เรียกนักเรียนทั้ง 9 คน มาประชุม และแจ้งว่าโครงการเราผ่านทั้ง 3 โครงการนะ เท่านั้นแหละ ทุกคนต่างดีใจกระโดดโลดเต้น บ้างก็กอดกันแสดงความดีใจ พร้อมถามผมว่า “เราจะเริ่มทำอะไรก่อนคะอาจารย์”  คำถามนี้มาพร้อมกับใบหน้าที่เป็นสุข  จนแก้มปริ  บ่งบอกถึงความดีใจ และมุ่งมั่นที่จะเริ่มก้าวเดิน ทำให้ผมลืมการตัดสินใจที่ผิดพลาดเมื่อคืนไปหมดสิ้น “เราต้องทำแบบสอบถามก่อน แต่ละกลุ่มไปคุยกันว่าเราควรจะถามอะไรบ้าง จึงจะได้สิ่งที่เราอยากรู้ แล้วพรุ่งนี้เรามาช่วยกันดูอีกครั้งหนึ่ง” ความรู้สึกอึดอัดที่มี ตอนนี้มันโล่ง ๆ ๆ ๆ

ถึงวันนี้ได้เข้าใจแล้วว่า ตัวผมเองต่างหากที่กลัว ขาดความมั่นใจ ทั้งที่มีโอกาสและยังไม่ได้ลองใช้โอกาสนั้นเลย ยังไม่ได้เห็นปัญหา ยังไม่ได้ลองแก้ไขปัญหา ผมก็จะยอมแพ้ซะแล้ว  ผมได้เรียนรู้สิ่งนี้จากความรู้สึกของนักเรียนในวันนั้น  ทุกปัญหามีทางออกของมัน มีครูในโรงเรียนหลายคนยินดีให้ความช่วยเหลือ ยินดีที่จะร่วมเรียนรู้ ร่วมเป็นครูที่ปรึกษา  ต่อจากนี้ไปยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรบ้าง  พวกเราจะทำได้สำเร็จหรือไม่  ผลการวิจัยจะเป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้หรือไม่ก็ตาม  ผมก็พร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับนักเรียน

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาตนเอง

มาลินี   วรรณทอง
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ

 ดิฉันชื่อ นางสาวมาลินี  วรรณทอง ชื่อเล่น เมย์ อายุ 18 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ  “ดิฉันเป็นเด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ สมาธิสั้นมาก ชอบหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา  รวมทั้งเป็นคนชอบทำกิจกรรม  จะทำกิจกรรมทุกอย่างที่โรงเรียนมีให้ทำ โดยไม่เสียการเรียน แต่เล่นกีฬาไม่เป็นคะ  55+”

  จุดเริ่มต้นของดิฉันในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เริ่มขึ้นเมื่อตอนอยู่ระดับชั้น ม.1 นับตั้งแต่วันที่เข้าโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ก็ประกาศรับสมัครนักเรียนที่สนใจทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ดิฉันกับเพื่อนที่เคยทำโครงงานวิทยาศาสตร์มาบ้างตอนสมัยประถม เกิดความสนใจ จึงไปสมัครที่หมวดวิทยาศาสตร์ กับ คุณครู ไสว อุ่นแก้ว และ จากวันนั้นการใช้ชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

  ฉันเริ่มจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ธรรมดา ที่ไม่มีความซับซ้อนหรือยุ่งยาก ได้ออกแบบบันทึกผลการทดลองง่ายๆ สรุปผลไม่ครบ เขียนรูปเล่มโครงงานไม่ถูกต้อง ไม่ตรงประเด็นเลย เพราะนี่คือ งานเขียนของเด็ก ม.ต้น แต่กระนั้นฉันเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะเวทีของการแข่งขันของฉัน จะอยู่แค่เพียงในอำเภอขุนหาญ และในจังหวัดศรีสะเกษเท่านั้น ฉันและคุณครูได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ลองผิด ลองถูก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เมื่องานวิจัยที่ทำเสร็จ คุณครูไสว  อุ่นแก้ว ซึ่งเป็นคุณครูที่ปรึกษาในการทำโครงงาน ก็พาดิฉันและเพื่อนๆไปเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ภายนอก  เพราะสิ่งนี้ไม่ได้มีในตำราเรียน  เราต้องวิ่งตามหามันด้วยตัวเอง 

ในความคิดของฉันตอนนั้น มีความคาดหวังกับการแข่งขัน และบ่อยครั้งที่ต้องกลับโรงเรียนด้วยความผิดหวัง  เสียใจร้องไห้บ้าง  แต่คุณครูไสว อุ่นแก้ว ก็จะคอยเสอนเสมอว่า “อย่าไปคาดหวังอะไรมากกับรางวัล มันเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น แต่ให้เราทำให้เต็มที่ก็พอแล้ว  เพราะสิ่งที่เมย์จะได้ไปเต็มๆ นั้นก็คือประสบการณ์ ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากทำด้วยตัวเราเอง”

การสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านมา  ทำให้ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่ง หลายอย่าง  นักวิจัยในจิตนาการของดิฉัน ต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้

1. มีความอดทนสูงมากๆ ในตอนแรกทุกคนที่มาทำจะไม่มีคุณสมบัติข้อนี้เลย  แต่เราจะได้มาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันได้เข้าไปในสายเลือดแล้ว เพราะต้องทนต่องานวิจัยที่ล้มเหลว เมื่อผิดพลาดต้องทำซ้ำ ทดลองใหม่เป็นร้อยรอบ เพื่อหาสูตรที่ดีที่สุด เวลากิน เวลานอนของเด็กทำโครงงาน จะไม่ตรงเวลาเพราะเกรงว่างานจะไม่เสร็จ ทันกำหนดส่ง  โรงเรียนของดิฉันก็จะส่งงานวันสุดท้ายตลอด หรือไม่ก็ขอเลื่อนวันส่งไปอีก 555 อดทนต่อคำดุด่า ของคุณครูที่ปรึกษาซึ่งสอนด้วยความหวังดี แต่มันก็กระทบกระเทือนจิตใจของฉันบ้าง และฉันจะแอบร้องไห้บ่อยมาก เพราะมีหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้ใหม่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ทั้งหมด นี่คือด่านของการฝึกความอดทนของเราได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะประสบกับความสำเร็จ

2.มีความมุ่งมั่น เราจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งๆนั้นจริงๆ ถ้าเกิดปัญหาอย่าลืมว่าเรามีคุณครูที่ปรึกษา สามารถไปปรึกษาท่านได้ ท่านมีประสบการณ์ค่อนข้างมาก พร้อมที่จะให้คำปรึกษาเราทุกเมื่อ หากเราท้อแท้ แน่นอนคะว่างานของเราก็ไม่สามารถเขียนต่อไปให้สำเร็จ ตามความต้องการของเราที่วางเอาไว้

3. มีจิตใจที่แน่วแน่ ที่จะทำกระบวณการทำงานต่างๆให้สำเร็จลุล่วงได้  ท้อได้แต่อย่าถอย

4. เป็นคนที่กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด และกล้าทำ ในตอนแรกที่มีการนำเสนองาน ซึ่งแน่นอนว่างานของเรา เราต้องเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์เองผู้ฟังจึงจะเข้าใจงานของเราได้ดีที่สุด ฉันตื่นเต้นมาก หัวใจจะเต้นเร็วมาก มือเย็น ปากสั่น ปวดท้อง 555 โดยเฉพาะต่อหน้าท่านคณะกรรมการ ฉันจะกลัวมากอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเรากำลังจะออกศึกวาทศิลป์ จากประสบการณ์การแข่งขันโครงงานบ่อยครั้งเข้า ก็ช่วยสอนดิฉันให้นำเสนองานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น กล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด และนำเสนองาน ได้อย่างมั่นใจต่อหน้าผู้ฟังนับร้อย นับพันได้

5.มีปฎิสัมพันธ์ที่ดี  ไม่เห็นแกตัว หลังจากที่ทำงานร่วมกับเพื่อน ในการทำงาน เราจะรู้เลยว่าเพื่อนคนไหนนิสัยเป็นอย่างไร ใครคือเพื่อนแท้ และใครคือเพื่อนกิน การที่เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ที่จะคอยช่วยงานกันให้ตลอดรอดฝั่ง  เสมือนประหนึ่งว่าพายเรือในหนองน้ำด้วยกัน  ทุกคนจะช่วยกันพาย หรือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำ ก็มีหลายประเภท และฉันก็รู้แล้วว่าใครคือเพื่อนกิน และใครคือเพื่อนแท้ของฉัน และมันเช่วยทำให้เรารักกันมากยิ่งขึ้น

6.รู้จักการให้ เสียสละ ช่วยเหลือเพื่อนๆคนอื่น ระหว่างการทำโครงงาน ถึงแม้ว่าเราจะทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีเพื่อนบางคนที่เขายังทำไม่เสร็จ เราก็ช่วยเหลือเพื่อนให้เสร็จไปด้วยกัน และเราต้องไม่ทิ้งเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนเขาทำโครงงานไม่เป็นเลย จากที่ผ่านมาของฉัน ทำให้ฉันสามารถ ช่วยคุณครูอ่านรายงานของเพื่อนได้  เพราะเรียนสายวิทย์ – คณิต ระดับ ม. 5  จะต้องทำโครงงานทุกคน  ประมาณ 200 คน

7. รู้จักเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารงานวิจัย สิ่งที่เราคิดค้นและสามารถใช้งานได้จริง นำไปเผยแพร่ให้กับคนในชุมชน ประสบการณ์ในการทำโครงงานนั้น ทำให้ดิฉันได้อะไรหลายๆ อย่างทั้งหัวเราะ ร้องไห้ มีความสุข สนุกสนาน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมากมาย  ซึ่งหาจากที่ไหนไม่ได้  และ “ฉันก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เสียเวลา แต่คิดเสมอว่า มันคุ้มค่าทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานออกมา”

ดิฉันขอขอบพระคุณ คุณพ่อ และคุณแม่ พี่ ป้า ลุง น้า ที่คอยให้กำลังใจมาโดยตลอด  พร้อมทั้งการสนับสนุน เป็นอย่างดี และขอบคุณคุณครูไสว อุ่นแก้ว คุณครู ดวงแข  ปัญญา และคุณครู จันสุมาลี วันทะวงษ์ คุณครูโคมเพชร  ธรรมโกศล  ผู้เป็นที่ปรึกษาโครงงานให้กับดิฉัน และคอยอ่านงานวิจัยให้ตลอด พร้อมทั้งให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้ความสุข  และให้ความทุกข์เวลาโดนด่า ที่สำคัญให้ความสำเร็จ และพาไปเลี้ยงตลอด  แม้ว่าเราไม่ได้รางวัล ก็ให้รอยยิ้ม ให้น้ำตา ให้เสียงหัวเราะ ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ดิฉันรู้สึก ดีใจมาก ที่มีวันนี้

ได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆเช่นนี้ ขอบพระคุณ คุณครู โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ทุกท่านมากๆค่ะ เวลาไปแข่งขันไม่เคยเช็คขาด เพราะเข้าใจว่าทำเพื่อโรงเรียนของเรา ขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ ท่านที่คอยสนับสนุนในเรื่องทุนในการทำงาน ให้กำลังใจดิฉันมาโดยตลอด และในการทำงานทุกครั้งแน่นอนว่า ฉันไม่สามารถทำทุกอย่างได้แต่เพียงผู้เดียว ขอบคุณเพื่อนทุกๆ คนในห้อง  6/1 เพื่อนให้กำลังใจดิฉันดีมาก โดยเฉพาะเพื่อนในกลุ่มของดิฉันเอง ที่คอยช่วยเหลือเป็นอย่างดีทุกครั้ง ที่ฉันประสบกับอุปสรรคใดๆ ก็ตาม  ที่คิดว่าหนักจนหาทางออกไม่เจอ เพื่อนก็เป็นกำลังใจให้เสมอ การทำงานนี้ ทำให้ดิฉันรักเพื่อนมากขึ้น ทำให้ได้รู้ว่าคำว่า “ เพื่อน” สำคัญแค่ไหน ในชีวิตฉันคงก็ขาดเพื่อนไม่ได้ คือ นางสาวจุฑามาศ  บุญจันทร์, นางสาวณัฐยา  บุญตระการ,  นางสาวกนิษฐา  บุญอาษา, และ นางสาวภัชนีย์  ถุงจันทร์

สุดท้ายดิฉันขอบคุณ “เวที” ทุกๆ เวที ที่ได้ให้โอกาสผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างฉัน  ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดๆนั้น และทุกครั้งทีีขึ้นเวที ฉันมีความภาคภูมิใจตัวเองเสมอ และไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ว่าคนนำเสนองานคือใคร ข อให้เขารู้แค่ว่า เด็กคนนี้มาจากโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ก็พอแล้ว  ดิฉันรักโรงเรียนของฉันคะ……………

AAR23/53 : ครูที่ปรึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การวิจัย

ว่าที่ร้อยตรี  ธวัชชัย  บุญหนัก
โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จ.ศรีสะเกษ
ครูที่ปรึกษา ในโครงการยุววิจัยยางพารา สกว.ปี 2553

ประสบการณ์ทำให้เกิดการเรียนรู้  คำกล่าวนี้ดูเหมือนจะเป็นจริง  การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยผ่านประสบการณ์จริง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี โดยเฉพาะโครงการยุววิจัยยางพารา  ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กได้เรียนรู้การวิจัย  จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ประสบการณ์การเป็นครูที่ปรึกษาโครงงานยุววิจัยยางพารา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำวิจัยของนักเรียนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยส่วนตัว ข้าพเจ้าถนัดโครงงานสิ่งประดิษฐ์มากกว่า  นักเรียนที่ทำสิ่งประดิษฐ์จะมาขอรับคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ

มีอยู่วันหนึ่ง เวลาประมาณ 3 ทุ่มเศษ ขณะกำลังกล่อมลูกน้อยนอนเปล  ทันใดนั้นก็มีเสียงร้อง “อาจารย์ครับ  อาจารย์ธวัชชัยค่ะ  กลุ่มหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” แน่นอน !! เสียงนี้คุ้นๆ ลูกศิษย์ข้าพเจ้าเอง  มาพร้อมกับสายฝนที่กำลังโปรยลงมาพอดี  “พวกผมต้องขออภัยอย่างสูงน่ะครับ ที่มารบกวนอาจารย์เวลานี้  เพราะถ้าผมไม่ส่งหัวข้อวันนี้ ผมตายแน่”

มือซ้ายอุ้มลูกน้อย ที่ตื่นจากเสียงตระโกน ของพี่นักเรียน มือขวาหยิบปากกา…..

“เธอฟังน่ะลูก นี่คือเครื่องสวมถุงเท้าสำหรับผู้พิการทางแขน แนะนำกลไกการทำงานพร้อมออกแบบให้คร่าวๆ” ลูกศิษย์ของข้าพเจ้า เดินทางกลับ  ไปพร้อมกับคำขอบคุณและคำถาม ที่ส่งท้ายว่า  “อาจารย์ครับ แล้วผู้พิการทางแขน เขาพิการแขนซ้ายหรือว่าแขนขวาครับ”  ข้าพเจ้าได้แต่นึกในใจว่า  “อนาคตเด็กคนนี้ต้องเป็นนักเรียนนักวิทยาศาสตร์แน่ๆ เพราะช่างสงสัยจังเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ  9 โมงเศษ นักเรียนกลุ่มเดิมเดินมาบอกว่า “อาจารย์ครับ ผมเสนอหัวข้อแล้ว แต่ครูไสว อุ่นแก้ว ไม่ให้ผ่านครับ”  ทำให้ข้าพเจ้าทำนายล่วงหน้าได้เลยว่า ช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังดูฟุตบอลโลกอยู่นั้นต้องมีลูกศิษย์มาขอเวลานอกอย่างแน่นอน….จริงๆ

AAR22/53 : ได้รับโอกาสดีเป็นครูที่ปรึกษา ที่ตื่นขึ้นมาเรียนรู้กระบวนการวิจัย

สุริยะพร นาชัยเงิน
โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
sunshinet7@gmail.com
ครูที่ปรึกษา ในโครงการยุววิจัยยางพารา สกว. ปี 2553

ได้เข้าร่วมงานประชุมครูที่ปรึกษา ในโครงการยุววิจัยยางพารา สกว. เมื่อ วันที่ 21-23 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น  มีหลากหลายความประทับใจ  จนเพื่อนครูแต่ละท่าน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มค่ากับการเดินทาง  แลกกับเวลาในช่วงพักผ่อนของการปิดเทอมเล็กๆในเดือนตุลาคม  ซึ่งปกติแล้วจะเป็นเวลาที่ครูได้หยุดพัก เพื่อเติมไฟให้กับชีวิต ก่อนที่จะเริ่มสอนในเทอมใหม่

การเป็นวิทยากรนำเสวนากับคุณครูที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์  ขอเรียกว่าครูที่ปรึกษามืออาชีพ  เช่น คุณครูไสว อุ่นแก้ว,  คุณครูกัณจนา อักษรดิษฐ์  และคุณครูศิริ  เอียดตรง ทำให้ข้าพเจ้าทึ่งมาก กับวิธีการจัดการโครงงาน แบบต่าง ๆ ที่มีบริบทที่แตกต่างกัน  เป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากการสอนในรายวิชาประจำของคุณครูเหล่านี้แล้ว แต่ละท่านต่างทุ่มเททั้งกายและใจ  ขณะนั่งฟังและดำเนินรายการไปตามบทบาทผู้นำเสวนา  ก็อดใจไม่ได้ให้คิดย้อนกลับมองมาที่ตัวเอง (เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ) ในฐานะครูที่ปรึกษาคนหนึ่ง  ที่มีนักเรียนมาทำโครงงานด้วย  2 คน และฝากความหวังไว้กับครู  ว่าจะนำพาพวกเเขาไปสู่ความสำเร็จ  คิดว่าข้าพเจ้าจะทำอะไรได้มากกว่าที่ผ่านมาบ้าง  จากประสบการณ์ เรื่องเล่าของคุณครูหลายท่าน ทำให้มีกำลังใจในการกลับไปเป็นครูที่ปรึกษา เพื่อเป็นเสาหลักให้เขาเชื่อมั่นและมีพลัง ในการทำโครงงานต่อไป

ไม่อยากจะบอกว่า การเป็นครูที่ปรึกษาของโครงการยุววิจัยยางพาราในครั้งนี้  เป็นการบังเอิญ บวกกับความพอดีของเวลาและจังหวะของโอกาส  หมายความว่าอย่างไร  แปลง่ายๆ คือ ไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง  แต่มาจากนักเรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ของโรงเรียน  เขาต้องเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย ในหลักสูตร  และต้องทำโครงงานอย่างน้อย 1เรื่อง  ครูประจำวิชาจึงได้มอบหมายให้หาครูที่ปรึกษาโครงงานกันเอง  โดยที่เราไม่ได้มีความคุ้นเคยกันมาก่อน  สอนก็ไม่ได้สอน  ชื่อก็ไม่เคยรู้จัก  รู้สึกอึดอัดใจ ไม่รู้ว่าจะเอาเวลาไหนมาเจอกัน   ครูเองก็สอนเยอะ  เด็กห้องเรียนพิเศษ ก็เรียนหนัก  หลังจากได้เข้าร่วมประชุม ครูที่ปรึกษา: นักจัดกระบวนการสอนวิจัย ได้คำใหม่มาคำหหนึ่ง เป็นคำที่รู้สึกภูมิใจมาก และอยากจะบอกเด็กว่า “ขอบคุณนะคะที่เลือกครู”  เพราะหมายความว่า นักเรียนได้หยิบยื่นโอกาสที่แสนดี ให้กับครู  นานวันผ่านไป ครูกับนักเรียนไม่มีเส้นแบ่งกั้นการเรียนรู้  ถ้าเราจะเปิดใจ และเปิดโอกาส  เราจะเริ่มคุ้นเคย  เริ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  เริ่มโทรหากัน ส่งอีเมลหากัน เริ่มนัดพบกัน เริ่มแบ่งเวลาให้แก่กัน แล้วเราก็เริ่มต้นการทำโครงงานด้วยกันอย่างอบอุ่น นักเรียนทดลอง ครูดูผล นักเรียนทำกระถาง ครูดูผลงานและก็ชื่นชม นักเรียนนัดให้พาไปซื้อน้ำยางกันตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นเวลาที่ครูกำลังงัวเงีย  จากฝันหวาน  ก็ต้องตื่น เพราะกลัวเขาบอกว่า หนูตื่นแล้ว แต่ครูยังไม่ตื่น ซึ่งมันคงเจ็บปวดนะ

เหนือสิ่งอื่นใด ทุนกำลังใจคงสำคัญที่สุด ที่ครูควรจะมีให้กับนักเรียน เพราะความสำเร็จจากการทำโครงงานในครั้งนี้  ใช่จะเป็นแค่ครั้งเดียว แต่จะนำมาสู่ความภาคภูมิใจ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้พวกเขามีกำลังเดินต่อไป บนถนนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องพบเจอกับอะไรอีกมากมาย เหมือนกับเขามีขวดน้ำขวดนึ่ง (กระบวนการวิจัย)  เอาไว้ดื่มเวลาหิว (ความรู้) หมดแล้วก็ยังเอาไว้กรอกน้ำ ที่จะพบเจอจากบ่ออื่นๆ ได้อีกหลายครั้ง

ครูที่ปรึกษาใช่เป็นได้แค่ให้คำปรึกษา  ต้องเป็นได้มากกว่าคำว่าให้ …

ขอบคุณที่มีคำว่าโอกาส

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,967 other followers